การเลือก ครีมกันแดด ความแตกต่างของแต่ละชนิด

คลิกอ่าน >> คำศัพท์ภาษาอังกฤษ พื้นฐาน 1,000 คำ
เทคนิค เรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง ให้ได้ผล

การปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด

ไม่ว่าจะเป็นอากาศเย็นหรืออากาศร้อน ก็ทำให้ผิวแห้งได้ไม่แพ้กันนะครับ สำหรับอากาศร้อนก็สามารถทำให้ผิวแห้งได้ไม่แพ้กัน และอาจจะแย่กว่า ที่ทำให้ผิวทั้งแห้งและแก่ก่อนวัยอันควรอีกด้วย เราจึงควรมีมาตรการและแผนรับมือก่อนที่มันจะทำลายผิวของเราไปมากกว่านี้ครับ

ทำไมผิวเรามักจะคล้ำและแห้ง?

แสงแดดที่สาดส่องมายังโลกประกอบด้วยรังสีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรังสีอินฟราเรดและอุลตร้าไวโอเลต หรือที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่ารังสี UV ในความเป็นจริงแล้ว รังสียูวีนั้นมีทั้ง UVA UVB และ UVC แต่ชั้นบรรยากาศของโลกเราเป็นตัวช่วยกรองรังสีต่างๆ ทำให้มีความเข้มข้นน้อยลง และทำให้รังสี UVC ไม่สามารถผ่านมาถึงพื้นโลกได้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็พยายามช่วยกันป้องและอย่าทำลายชั้นบรรยากาศของโลกเราด้วยนะครับ

รังสี UVA และ UVB เป็นตัวการทำให้ผิวของเรามีสีคล้ำกว่าเดิม แตกต่างกันตรงที่ UVA สามารถผ่านเข้าไปในชั้นหนังแท้ และทำลายคอลลาเจนกับอีลาสตินใต้ผิวหนัง เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของ DNA ในผิวทางอ้อม เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเกิดฝ้า กระ ริ้วรอย และทำให้เราดูแก่ก่อนวัย ส่วนรังสี UVB แม้ว่าจะผ่านเข้าไปในผิวหนังได้แค่ชั้นหนังกำพร้าและส่วนบนของหนังแท้ แต่ก็เป็นตัวการที่ทำให้ผิวไหม้ ที่สำคัญคือ UVB จะเปลี่ยนและเข้าไปทำลาย DNA ในผิวโดยตรง ซึ่งการเปลี่ยนโครงสร้างของ DNA นั้น ไม่ว่าจะโดยตรงหรืออ้อม ก็ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งผิวหนังทั้งสิ้นครับ

การป้องกันรังสี UV นอกจากจะใช้การหลบเลี่ยงแสงแดดและใส่เสื้อผ้าป้องกันผิวแล้ว ครีมกันแดดก็นับเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยนะครับ แม้ว่าเราจะมีเสื้อผ้าปกปิด แต่รังสีเหล่านี้ก็ยังสามารถทะลุเข้าไปถึงผิวหนังของเราได้เช่นกัน และถึงแม้ว่าท้องฟ้าจะมืดครึ้มหรือว่าในรถยนต์เราจะติดฟิล์มกรองแสง แต่ก็ยังคงมีรังสียูวีอยู่เช่นกัน

ค่า SPF หรือ PA คืออะไร?

SPF ย่อมาจาก Sun protection factor คือ ค่าการป้องกันแสงแดด หรือประสิทธิภาพในการป้องกันผิวจากการไหม้ของแสงแดด ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากรังสี UVB ที่ทำให้ผิวไหม้ ค่า SPF ยิ่งสูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถป้องกันอาการผิวไหม้แดง หรือที่เรียกว่า Sunburn ได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งการเลือกค่า SPF ควรดูว่ามีมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในการโดนแดดของแต่ละบุคคล และกิจกรรมที่คุณทำในระหว่างวัน ว่าคุณจะต้องสัมผัสกับแสงแดดมากน้อยแค่ไหน เช่น ถ้าคุณเคยตากแดดแล้วผิวไหม้แดงในเวลาเพียง 15 นาที หากทาครีมกันแดดที่มี SPF 20 ผิวจะไหม้ในเวลาเป็น 20 เท่า นั่นก็คือ 15 x 20 = 300 นาที หรือเป็นเวลาประมาณ 5 ชั่วโมงนั่นเองครับ นั่นหมายความว่าผิวของเราสามารถที่จะทนทานต่อแสงแดดได้ก่อนที่จะถึงจุดที่ทำให้ผิวของเราไหม้นั่นเอง ดังนั้นถ้าหากว่าคุณต้องการที่จะออกแดดเป็นเวลานานๆ ก็ควรที่จะเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ หรือทาครีมกันแดดบ่อยๆ ซึ่งโดยปกติมันจะทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตามค่า SPF นี้ หมายถึงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB เท่านั้น ส่วนการเลือกครีมกันแดดที่ป้องกันรังสี UVA ได้ด้วยนั้น ต้องมองหาครีมกันแดดที่มี PA ซึ่งย่อมาจาก Protection of UVA หรือค่าที่วัดการปกป้องรังสี UVA ซึ่งมี 3 ระดับ ตามประสิทธิภาพในการป้องกัน ตั้งแต่ 1-8 โดยค่า 1 หมายถึงการปกป้องน้อยสุด นั่นคือ PA+ หมายความว่ามีค่าในการปกป้อง 1-3, PA++ หมายถึงมีค่าในการปกป้อง 4-5 และ PA+++ จะมีค่าในการปกป้อง 6-8 นั่นหมายความว่ายิ่งมีเครื่องหมาย + มากเท่าไร ก็ยิ่งป้องกันรังสี UVA ได้มากขึ้นเท่านั้นครับ

การเลือกครีมกันแดด

การเลือกใช้ครีมกันแดดนอกจากจะดูค่า SPF และ PA แล้ว ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ อีกด้วยนะครับ เช่นปริมาณรังสียูวีในภูมิภาคและฤดูกาลที่แตกต่างกัน ชนิดของสารกันแดดที่เหมาะกับตัวเรา ความบอบบางของผิวเรา หรือว่าผิวหนังมีอาการแพ้อะไรหรือไม่ และดูความติดทนทานของครีมกับผิว ต้องดูว่าเราจะสัมผัสกับน้ำหรือเปล่า หากเราต้องโดนน้ำก็ควรเลือกครีมกันแดดที่มี Water resistant หรือ Waterproof

ครีมกันแดดที่มี Water resistant จะช่วยปกป้องผิวได้ประมาณ 40 นาทีหลังจากสัมผัสน้ำ ซึ่งถ้าอยู่ในน้ำเป็นเวลานานกว่านั้น ก็ควรที่จะต้องทาครีมกันแดดนั้นซ้ำทุกๆ 40 นาที ส่วนแบบ Waterproof สามารถอยู่ได้ถึง 80 นาที ฉะนั้นถ้าแค่โดนน้ำหรือเล่นน้ำอย่างผิวเผินแบบเล่นกีฬาทั่วไป โดนฝนหรือว่าเล่นสงกรานต์ เลือกใช้ครีมกันแดดแบบ Water resistant ก็พอแล้วครับ แต่ถ้าหากต้องการจะไปว่ายน้ำหรือว่าดำน้ำ ก็ควรเลือกครีมกันแดดแบบ Waterproof ซึ่งจะติดทนนานกว่า และจะช่วยปกป้องผิวได้นานกว่าครับ